การที่คู่กรณี "ชดใช้เงิน" คืนเรามา "บางส่วน" ถือว่าเป็นการ "แปลงหนี้ใหม่" หรือไม่


        เรื่องนี้มีความสำคัญมากในการดำเนินคดีกับคู่กรณี (ผู้ที่ทำให้เราได้รับความเสียหายเป็นตัวเงิน) นะคะ  ซึ่งการที่เราได้รับ "เงินชดใช้" มาจากคู่กรณี "บางส่วน" แล้วนั้น ในการดำเนินคดีจะมีความหมายได้ 2 ทาง คือ 1. การแปลงหนี้ใหม่ หรือ 2. ชดใช้มาแล้วบางส่วน เท่านั้น 
        
        แล้วทั้ง 2 ความหมายนี้ แตกต่างกันอย่างไรละ มีผลต่อการดำเนินคดีกับคู่กรณีอย่างไร ไปดูกันต่อค่ะโดยผู้หมวดจะขออธิบายไปพร้อมกับการยกตัวอย่างนะคะ
*****
        การแปลงหนี้ใหม่ คือ การที่เจ้าหนี้(ผู้เสียหาย) และลูกหนี้(คู่กรณี หรือผู้กระทำความผิด) ตกลงกัน ก่อหนี้ขึ้นใหม่ โดยมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับไป

        ประเด็น คือ การจะเรียกว่าเป็น การแปลงหนี้ใหม่ จะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

                            1. ต้องมีหนี้หรือสัญญาเดิม ที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว
                                ยกตัวอย่างในทางคดีอาญา เช่น นาย A ยักยอกเงิน นาย ฺB ไป 100,000 บาท ดังนั้น หนี้เดิมก็คือ นาย B มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่นาย A
                            2. เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนี้เดิม เช่น เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ - ลูกหนี้ เปลี่ยนเงื่อนไข เปลี่ยนวัตถุแห่งหนี้ หรือสิ่งที่ลูกหนี้ต้องกระทำ หรือเปลี่ยนมูลแห่งหนี้ เป็นต้น
                                ยกตัวอย่างกรณีเดิม คือ นาย B ชดใช้เงินคืนให้ นาย A แล้ว 3,000 บาท คงเหลือหนี้ 7,000 บาท
                             3. มีเจตนาให้หนี้เดิมระงับ มีหนี้ใหม่เกิดขึ้นแทน แต่ถ้าหนี้ใหม่ไม่เกิดหนี้เดิมก็ไม่ระงับ
                                 ยกตัวอย่างกรณีเดิม คือ นาย A และนาย B ตกลงกัน และมีความประสงค์ร่วมกันว่า หนี้เดิมเป็นอันระงับไปนะ (หนี้เดิมหมายถึง เงินจำนวน 100,000 บาท) ดังนั้น หนี้ใหม่ที่เกิดขึ้นก็จะมีมูลค่า 7,000 บาท (ตามยอดเงินที่ยังค้างการชดใช้อยู่นั่นเอง)
                             4. ต้องทำสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ใหม่ โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย 
                                ยกตัวอย่างกรณีเดิม คือ นาย A และนาย B จะต้องทำสัญญาร่วมกัน

            คำถาม : แล้วถ้าครบองค์ประกอบทั้ง 4 ข้อ ของการแปลงหนี้ใหม่ นี้ แล้วจะมีผลอย่างไร
            ตอบ : ต้องแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบไว้แล้ว กับกรณีที่ยังไม่ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์แต่อย่างใด
                       1. กรณีที่แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนไว้แล้ว หลังจากนั้น มีการแปลงหนี้ใหม่(ลักษณะตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น) ทางกฎหมาย จะถือว่า คดีอาญาได้กลายเป็นคดีแพ่ง นับตั้งแต่วันที่ได้มีการแปลงหนี้ใหม่ทันที และผลทางคดีอาญาที่ นาย Aได้แจ้งความไว้นั้น จะไม่ได้ไปต่อจนถึงชั้นศาล กล่าวคือ พนักงานสอบสวนจะมีความเห็น "ควรสั่งไม่ฟ้อง"ไปยังพนักงานอัยการ และเมื่อพนักงานอัยการเห็นด้วย ก็จะ "สั่งไม่ฟ้อง"  ทำให้อนาคต หากนาย B ไม่ชดใช้เงินคืนนาย A หรือเรียกว่าเบี้ยว นั่นเอง ในทางคดีอาญาก็จะไปบังคับนาย B ไม่ได้ แต่ยังคงบังคับให้นาย B ชดใช้เงินคืนได้ตามกฎหมายทางแพ่งเท่านั้น (คลิกดู คดีแพ่งกับคดีอาญาต่างกันอย่างไร)
                        2. กรณีที่ยังไม่ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสอนเลย และได้มีการแปลงหนี้ใหม่(ลักษณะตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น) ทางกฎหมาย จะถือว่า คดีอาญาได้กลายเป็นคดีแพ่ง นับตั้งแต่วันที่ได้มีการแปลงหนี้ใหม่ทันที  นั่นหมายความว่า ต่อมา หากนาย B ไม่ชดใช้เงินคืนนาย A หรือเรียกว่าเบี้ยว นาย A ก็จะไม่สามารถแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีทางอาญากับนาย B ได้อีกเลย 
                                

         สรุปว่า การแปลงหนี้ใหม่ มีจุดที่น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันค่ะ มีความเสี่ยงที่เจ้าหนี้(ผู้เสียหาย) จะเสียเปรียบได้


        ส่วนการ ชดใช้มาแล้วบางส่วน คือ  การลูกหนี้(คู่กรณี หรือผู้กระทำความผิด) ได้ชดใช้เงินคืนให้แก่เจ้าหนี้(ผู้เสียหาย) แล้วบางส่วน นั่นเอง ไม่ได้มีการตกลงทำสัญญากัน ก่อหนี้ขึ้นใหม่ โดยมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับไป แต่อย่างใด
            
        ยกตัวอย่างเดิมขึ้นมา คือ นาย A ยักยอกเงิน นาย ฺB ไป 100,000 บาท ดังนั้น หนี้เดิมก็คือ นาย B มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่นาย A
        ในทางคดีอาญาจะเรียก เงินจำนวน 10,000 บาท นี้ว่า เป็นทรัพย์ถูกประทุษร้าย (ทรัพย์ที่นาย A ผู้เสียหายถูกประทุษร้าย) 
        ต่อมา นาย B ได้มีการชดใช้เงินคืนนาย A บางส่วน สมมติว่า 3,000 บาท ในทางคดีอาญาจะเรียก เงินจำนวน 3,000 บาท นี้ว่า ทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน และคงเหลือความเสียหาย คือ  7,000 บาท

            คำถาม : การชดใช้มาแล้วบางส่วน มีผลอย่างไร
            ตอบ : ไม่ว่าจะแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบไว้แล้ว หรือไม่ก็ตาม มีผลเหมือนกัน คือ ทางกฎหมาย จะถือว่า ทรัพย์ถูกประทุษร้าย คือ ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ส่วนการชดใช้ความเสียหายบางส่วนนั้น เป็นทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน อันเป็นผลดีต่อทั้งเจ้าหนี้(ผู้เสียหาย) และลูกหนี้(คู่กรณี หรือผู้กระทำความผิด)
                        เจ้าหนี้(ผู้เสียหาย) ได้รับผลดีคือ ได้รับการชดใช้คืน แม้จะเป็นบางส่วนก็ตาม ก็ดีกว่ายังไม่ได้เลย ที่เหลือก็เป็นกระบวนการบังคับเอาตามกฎหมายอาญาไป
                        ลูกหนี้(คู่กรณี หรือผู้กระทำความผิด) ได้รับผลดี คือ ได้รับโทษทางกฎหมายน้อยลงกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้นั่นเอง       

        อธิบายประกอบการยกตัวอย่าง คือ การที่ นาย B ได้มีการชดใช้เงินคืนให้ นาย A เท่าที่จะหามาได้ไปก่อนเพื่อบรรเทาโทษที่นาย B จะได้รับ กล่าวคือ ถ้าคดีนี้ถึงชั้นศาล แต่นาย B ไม่ได้มีการชดใช้คืนเงินให้นาย A เลยสักบาท นาย B ก็อาจจะได้รับโทษ 100% แต่หากระหว่างเวลาที่ดำเนินคดี นาย B ได้มีการชดใช้เงินคืนให้แก่ นาย A ไปแล้วบ้างบางส่วน หรืออาจจะชำระคืนทั้งหมดแล้ว ก็จะมีผลให้นาย B อาจจะได้รับโทษ ไม่ถึง 100% นั่นเอง       

        สรุปว่า การชดใช้มาแล้วบางส่วน ไม่มีจุดที่เจ้าหนี้(ผู้เสียหาย) จะน่าเป็นห่วง แต่ลูกหนี้(คู่กรณี หรือผู้กระทำความผิด) ควรเก็บหลักฐานการชำระหนี้ หรือการชดใช้ความเสียหายแต่ละส่วนไว้ให้ดี เพื่อเป็นหลักฐานว่าตนเองได้ชดใช้แล้วนะ ไว้แสดงต่อพนักงานสอบสวน หรือแสดงในชั้นศาล นั่นเอง


*****
อ้างอิงข้อมูลจากประมวลกฎหมายและพาณิชย์ 
            มาตรา 349  เมื่อคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ไซร้ ท่านว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่
                                ถ้าทำหนี้มีเงื่อนไขให้กลายเป็นหนี้ปราศจากเงื่อนไขก็ดี เพิ่มเติมเงื่อนไขเข้าในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขก็ดี เปลี่ยนเงื่อนไขก็ดี ท่านถือว่าเป็นอันเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้นั้น
                                ถ้าแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้อง

            มาตรา 350 แปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น จะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่
 

ความคิดเห็น